สามีต้องไปประจำที่บราเซิล 2ปี ทางบริษัทอยากให้ภรรยากับลูกไปด้วยแดยเช่าบ้านให้ และออกค่าเรียนของลูกให้ แต่ถ้าเอไปด้วยก้ต้องออกจากงานที่เมืองไทย เสียรายได้ไปพอสมควร พอคิดว่า เงินที่บนิษัทจะให้เป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือน 2500 ฟรังน่าจะเหลือเก็บกลับมาเมืองไทย ก็มีคนบอกว่าที่สวิสค่าครองชีพแพงมาก ไม่เหลือกลับมาแน่นอน ก็เลยไม่อยากไปเพราะเสียดายรายได้ที่ต้องทิ้งไป อยากขอความคิดเห็นค่ะ
แฟนอยากให้ไปด้วยเพราะอยากให้ลุกไปเรียนที่สวิส แต่ดดยส่วนตัวคิดว่า ตอนนี้ลูกอยู่ อ.2 ภาษาไทยก็ยังเขียนไม่เก่ง ถ้าไปเรียนที่สวิส ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวกับภาอังกฤษ พอจะเก่งก็ต้องกลับเมืองไทยแล้ว ก็กลัวว่าลูกจะสับสน และที่สำคัญ ช่วงที่กลับมาเป็นช่วงที่ต้องเข้าป.1 แต่เช็คแล้วกลับมาไมทันสอบ เพราะตั้งใจว่าจะให้ลูกเข้ากรุงเทพคริสเตียน ถ้ากลับมาสอบไม่ทันก็อาจจะต้องเรียซำอีก1ปี
อยากขอความคิดเห็นจากคนอื่นบ้างค่ะ
เอ
**กระทู้นี้เป็นกระทู้เดิมหมายเลข 0575 ห้อง pallswiss (เผื่อใช้ในการค้นหา)**
อ้าว....ขออภัยที่เดินชนสวนกันกับคุณเอ
ดีค่ะ...เอาตรงนี้เลย เห็นชัดๆ จะๆ ไปเลย
ค่าครองชีพ หรือค่า ประคองชีวิตให้รอด ในสวิสเซอร์แลนด์
แพงระยับ มหาโหดเลยค่ะ
ชาดำไม่มีรายได้จากการทำงานนอกบ้าน
แต่มีรายได้จากการเป็นแม่บ้าน
ไม่มีรายจ่ายที่ต้องรับผิดชอบ
แต่เท่าที่เห็นพี่บิลลี่ทั้งหลาย (บิลค่าใช้จ่าย)
เป็นตัวเลขเยอะๆ ทั้งนั้นเลยนะคะ
ก่อนป้าและคนอื่นมาคุยด้วย คุยกับชาดำไปก่อนนะคะคุณเอ
2500 ฟรังค์สวิส จะว่าไปก็เยอะ (ถ้าคูณเป็นเงินบาท)
แต่ที่นี่ไม่ได้ใช้เงินบาท เลยถือว่าไม่ได้มากอะไรเลย
เอาให้เห็นชัดๆ นะคะ
ชาดำอยู่กับแฟนแค่ 2 คน
บ้านไม่ได้เช่า ไม่มีภาระหนี้สินกับธนาคาร
ซื้ออาหารและของใช้ทุกวันเสาร์ ประมาณ 200 ฟรังค์
อาหารไทย เฉลี่ยตกสัปดาห์ละ 70-100 ฟรังค์
ต่อเดือน ค่าอาหารและสบู่ยาสีฟัน ประมาณ 1200 ฟรังค์
ยังมีค่าประกันสุขภาพที่ต้องจ่ายอีก ต่อคนเดือนละ 360 ฟรังค์
สองคน ก็ 720 ฟรังค์ต่อเดือน
ซึ่งประกันสุขภาพ จำเป็นมากๆ ว่าต้องมี
ถึงแม้จะอยู่แค่ 3 เดือนก็ตาม
การเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่รู้ว่าจะถามหาวันไหนล่ะค่ะ
ค่าตั๋วรถไฟ ค่าของใช้ส่วนตัว
พวกครีมหน้าเด้ง และน้ำยาลบรอยทีนกาทั้งหลาย
ไม่ได้รวมอยู่ในรายจ่ายที่เล่ามานะคะ
ยิ่งถ้ามีเด็กด้วย ก็ต้องมีรายการสันทนาการสำหรับเด็กๆ เพิ่มอีก
ที่นี่มี 4 ฤดู แต่ละฤดู ของใช้และกิจกรรมของเด็กๆ จะต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์ของเล่น ก็ต้องผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล
ยิ่งเขียนยิ่งหน้ามืด ไม่อยากมีลูกเลย
ขนาดอยู่กันสองคนก็ยังต้องรัดเข็มขัดจะไม่ไหว
เดี๋ยวรอคนอื่นมาเล่าต่อนะคะ
แต่ขอฟันธงไปก่อนว่า 2500 ฟรังค์ ไม่พอสำหรับ 3 คน
สวัสดีจ๊ะบี
มาขำแม่บ้านสวิส....รุ่นใหม่...
อ่านแล้วต้องนั่งอมยิ้มไปมา...ที่ยิ้มเพราะเขียนได้ละเอียดสุดๆ..
นี่ขนาดยังไม่รวมครีมเด้งทั้งหลาย.....
ถ้าบีอยู่นานกว่านี้สงสัย...ตอนเหงื่อออกต้องปาดเอาเกลือมาใช้เเน่ๆ
5555555555555555555
มีความละเอียดยิบแบบเงิน5รัพพึ่ลหล่น...
ต้องเอาแบ๊งค์พันสวิสมาจุดหา....
สวัสดีจ๊ะเอ
**ขอคุยเรื่องลูกก่อนเพราะมีความสำคัญมาก**
ถ้าถามป้าขอบอกว่าไม่สนับสนุนให้เด็กมาเรียนที่นี่
ระยะเวลา2ปีไม่นานและไม่ไว
แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันความรู้สึก
ค่อนข้างจะนานพอสมควร
ระยะเวลา2ปีสำหรับเด็กที่มาเรียนที่นี่
เด็กจะมีปัญหาพอสมควร..คือการปรับตัว..
เรื่องที่สำคัญที่สุดคือภาษา...
และการเรียนของเด็กครั้งเขาจะรู้สึกลำบาก
กับหลักสูตรการเรียนในโรงเรียน
สับสนกับภาษา...เด็กจะเรียนไวหรือช้า
ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็ก.....แต่เท่าที่เห็นจากคนรู้จัก...
ปีแรกจะเป็นปีที่เด็กสับสนมาก...
จะเกิดความรู้สึก(โฮมซิค)...และเบื่อหน่าย..ไม่ค่อยากไปเรียน
การเรียนไม่ค่อยได้ผล...ผลการเรียนต่ำมาก...
(ไม่ใช่ทุกคนนะแต่บอกอย่างเป็นกลาง)
เด็กจะสับสนกับชีวิตความเป็นอยู่และภาษา...
พอเด็กเริ่มจะคุ้นหรือปรับตัวได้
ก็ต้องย้ายกลับมาเมืองไทยแล้ว..
ถ้าเด็กจะเข้าเรียนก็ต้องเป็นโรงเรียนนานาชาติเท่านั้น
ซึ่งเป็นโรงเรียนที่จัดไว้สำหรับลูกคนต่างชาติ
เด็กที่จะเข้ามาเรียนมีหลายชาติหลายภาษา
(รัฐแต่ละรัฐจะแตกต่างกันไป...)
และเด็กก็คือเด็ก...ซึ่งยอมมีทั้งเด็กที่มีอุปนิสัยดี
และไม่ดีซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก
ที่เข้ามานักอยู่ที่นี่....อาจจะชั่วคราว...(แล้วแต่ระยะเวลา)
**จะเข้าเรียนโรงเรียนของรัฐบาล**
แบบนี้ตัดสิทธิ์ไปเลย...ส่งเด็กมาเรียนคงมีปัญหาหนัก
ทางโรงเรียนจะสอนภาษาหลักตามรัฐที่อยู่
คือภาษาเยอรมัน...ฝรั่งเศส....อิตาเลี่ยน...
วิธีที่ดีที่สุดควรให้ลูกอยู่และเรียนที่เมืองไทยจะดีกว่า...
ถ้าคิดถึงก็ซื้อคาร์ดโทรศัพท์คุยกันราคาคาร์ดจะถูกมาก
และคุยได้นานหลายชม.
รอคนที่เคยมีประสบการณ์มาช่วยตอบด้วยจะดีกว่า...
นี่คือความเห็นของป้าเท่านั้นจ๊ะ
คุณเอคะ การที่บริษัทย้ายให้มาอยู่ที่นี่ เค้าจัดการเรื่องต่อไปนี้อย่างไรคะ
1 ค่าขนย้ายและถ้าเค้าจ่ายให้เค้าจะแจ้งลงใบภาษีหรือไม่
2 เค้าจะช่วยออกค่าเรียนภาษาให้(คนเดียวหรือทั้งครอบครัวหรือไม่)
3 ค่าเรียนโรงเรียนส่วนตัวของเด็กจะออกให้หรือไม่
4 ภาษีสังคมในระยะ 2 ปีไม่จำเป็นต้องเสียภาษีสังคมของสวิส แต่ควรจ่ายในประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง ทางบริษัทควรจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทำเรื่องภาษี
5 ประกันสุขภาพควรจะต่อรองให้บริษัทเป็นผู้ออกให้ เพราะกฎหมายที่นี่ทุกคนจะต้องมีประกันสุขภาพในขั้นต่ำ(ควรเพื่มเช่นห้องพิเศษอยู่คนเดียวและยาที่ไม่อยู่ในรายการ)
6 มีรถให้ใช้หรือว่าต้องใช้รถสาธรณะคะ
7 ที่ทำงานมีแคนทีนก็จะประหยัดค่าอาหารเที่ยงได้เพราะขายในราคาถูกกว่าภัตราคาร อาจจะได้ค่าอาหารถ้าเป็นบริษัทใหญ่ (ไม่ก็ต้องหอบข้าวไปทานเอง)
8 เงิน 2500 นี้ถ้าเป็นเงินสุทธิ ค่าเช่าบ้านและภาษีไม่ต้องจ่าย และรุ้จักใช้อย่างไม่ฟุ่มเฟือยก็คงจะพอค่ะ
9 ภรรยาไม่มีสิทธิ์ทำงานค่ะ แต่ถ้าจะหางานที่เป็นองค์การสากลทำได้ค่ะ
10เด็กทิ้งอยู่บ้านคนเดียวไม่ได้ ต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย อาจจะต้องจ้างคนดูแลเวลาพ่อแม่ออกนอกบ้านพร้อมกัน
11 ข้อดีของการที่เด็กได้มีโอกาสได้มีประสบการณ์ในการอยู่ต่างประเทศมีผลกำไรมากค่ะ อย่าคิดว่าลูกจะกลับไปเรียนไม่ทันคนอี่นๆค่ะ คุณเอไม่ได้ทำงานจะมีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น ทำไมไม่สอนภาษาไทยน้องเค้าดัวยตนเองล่ะคะ โรงเรียนอนุบาลเค้าก็ไม่ได้สอนเด็กมากเท่าที่เรามีโอกาสได้สอนลูกหรอกค่ะ นักเรียนห้องหนึ่งตั้งเป็นสิบ
พอเคร่าๆก่อนนะคะ ถ้าอยากทราบอะไรเพื่มเติมให้ถามมาค่ะ เดี๋ยวก็มีคนรู้ช่วยตอบให้เองค่ะ
คุยถึงเรื่องค่าครองชีพที่นี่
อย่าเพิ่งคิดถึงเงินเก็บเลยจ๊ะเอ....
แค่คิดถึงการกินอยู่ที่นี่ป้าก็มึนหัวแล้ว.....
ต่อให้เป็นคนที่ใช้จ่ายแบบรัดเข็มขัดจนท้องกิ่ว....
เงินจำนวนที่เอได้มา...2500 สวิสฟรังก์นี่น้อยมาก...
คนไทยเราชอบบวก...ลบ...คูณ..หารเป็นเงินไทย
เลยคิดว่าเป็นเงินก้อนโต...
ถ้าถามคนที่อยู่ที่นี่จะรู้กันว่า....น้อยมาก....
ถ้าอยู่คนเดียวโอเค...อยู่ได้.....
แต่ถ้าอยู่กันหลายคนนี่คิดหนัก......
ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่แพงมาก....
แต่ความเป็นอยู่...ความสะดวกสบาย...
เราได้จากที่นี่ดีที่สุด...และดีกว่าหลายๆประเทศ...
ที่นี่ให้การบริการคนของเขาดีมาก..และสะดวกสบายทุกอย่าง.
ถ้านำมาเปรียบเทียบกัน...
รายจ่ายที่นับว่าแพงก็คือบ้านเช่า...แล้วแต่จำนวนห้องที่เลือก..
และย่านที่อยู่....ค่าเช่าบ้านที่นี่แพงมาก....
บางรัฐถึงกับปาดเหงื่อที่หยดติ๋งๆๆเลย...
เชื่อไหมเอ....เงินที่เอได้มา...
บางแห่ง....เป็นเงินค่าเช่าบ้านหมดแล้ว.
ซึ่งรวมทั้งค่าNebenkostenไปด้วย...
อย่างรัฐบาเซิล...ป้าไม่รู้ว่าค่าเช่าบ้านแพงเท่าไร...
แต่เคยถามคนที่อยู่แถบนั้นเขาบอกแพง...
และอยู่กับความเก่าใหม่..หรือระยะทางด้วย....
อย่างที่บีบอกมา...ค่าใช้จ่ายจิปาถะ....ราคาจะสูงพอสมควร.
ค่าอาหาร...ปัจจุบันราคาไม่แพงมากเหมือนสมัยก่อน......
ถ้าเรารู้จักเลือกซื้อ...ราคาจะแข่งกันขายถูก..แบบลดราคา
กระหน่ำกันสุดๆ...
***แต่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องกิน...***
ก็ยังจัดว่าแพงพอสมควร....
อย่างป้ากับลุงอยู่กัน2คนไม่มีแขกมากินข้าวบ้าน
ซื้ออาหารกินแบบลดครึ่งราคาเอามาตุน
ก็ใช้เงินสูงมาก...เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น...
พวกค่ารถ..ค่าใช้จ่ายทั่วๆไป...ไม่มีเงินใช้ส่วนตัว...
จะใช้เงินกันร่วม2พัน....
นี่ยังไม่รวมค่าน้ำ..ค่าไฟ...ค่าโทรศัพท์...และอื่นๆ...
ที่จะตามแยกมา...
ที่โหดสุดๆก็คือประกันเจ็บป่วย...
ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต้องมีประกันเจ็บป่วยกันทุกคน
นี่คือกฎบังคับของที่นี่.....
ไม่ทราบว่าประกันเจ็บป่วยของเอที่ทำไว้ที่เมืองไทย...
ถ้ามี...จะสามารถนำมาใช้กับที่นี่หรือไม่....
ถ้าใช้ไม่ได้...บอกได้คำเดียวว่าเหนื่อยใจมาก...
เห็นด้วยกับคุณตุ้มค่ะ
เขียนได้ชัดเจนดีมาก
ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านค่าใช้จ่ายอย่างอื่นจิปาถะ...
เงินจำนวน2500สวิสฟรังก์
ถ้าไม่ใช้จ่ยฟุ่มเฟือยก็พออยู่ได้...
แต่ถ้าต้องใช้จ่ายแทบทุกอย่าง...น่าคิดมาก
ใช่ค่ะ....ป้าตุ้มมีคำถามที่เจาะใจ จริงๆ ค่ะ
หาคำตอบให้คำถามของป้ามตุ้มข้างบน
แล้วเอาคำตอบมาปรึกษากันอีกทีดีไหมคะคุณเอ
เข้าใจว่า ครอบครัว พ่อแม่ลูก แน่นอนว่า เป็นไปได้ก็อยากอยู่ด้วยกัน
แต่ต้องดูว่า ความต้องการที่สุดแล้ว คืออะไรด้วยค่ะ
เข้ามาพูดคุย ปรึกษาได้นะคะ ป้าจ๋า และป้าตุ้ม
มีคำปรึกษาดีๆ คอยแนะนำอยู่ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 23
สวัสดีค่ะ พอดีมีความจำเป็นจะต้องไปอยู่ที่สวิส 2 ปี เนื่องจากต้องตามสามีไปประจำที่สวิส แต่ตอนนี้กำลังตัดสินใจว่าจะตามไปดีหรือเปล่าเนื่องจากตัวเองก็มีงานทำประจำอยู่ ก็เสียดาย และทราบมาว่าค่าครองชีพที่สวิสแพงมาก และห่วงเรื่องเรียนของลูกด้วยค่ะ เลยอยากจะขอคำแนะนำและขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ
1. เรื่องค่าครองชีพที่สวิส และข้าวของต่างๆจะแพงกว่าที่เมืองไทย กี่เท่า เนื่องจากเกรงว่า รายได้ที่ทางบริษัทสามีจ่ายให้ทุกเดือน จะใช้จ่ายพอดีๆ ไม่เหลือเก็บกลับมาตอนที่เรากลับมาเมืองไทยก็จะลำบาก เพราะทาง เอต้องออกจากงานตามไปก็เสียรายไดไปพอสมควร
ค่าอพารตเมนท์ทางบริษัทจ่ายให้ และให้เงินใช้ต่อเดืน 2500 ฟรังก์ คุณป้าคิดว่าพอช้ หรือไ แล้วจะเหลือเก็บบ้างหรือเปล่า
2. เรื่องเรียนของลูก ทางบริษัท ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่ลูกชายปีนี้อยุ่ อ.2 กลัมาอีก 2ปี เพื่อนรุ่นเดียวกันก็เข้าป.1 กันหมดแล้ว ก้เกรงว่าลูกต้องกลับมาเรียซำ แล้วไปอยู่แค่ 2ปีกลัวว่าลูกจะสับสนเพราะตอนนี
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำล่วงหน้าค่ะ
โดย เอค่ะ เมื่อ วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2548, 11:08:26 น.
สวัสดีใหม่อีกรอบจ๊ะเอ.....
ป้าเพิ่งจะแวะไปดูทู้นี้เลยทำให้
เข้าใจมากกว่าเดิม
**ขอตอบคำถามข้อ1...**
ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน....
เงินจำนวน2500 สวิสฟรังก์
ก็สามารถอยู่ได้ถ้าไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป
และบางทีอาจจะมีเงินเหลือเก็บบ้างคงไม่มาก
อาจจะนิดหน่อย..แต่การเก็บนี้..
**ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายภายในบ้านของเอ...**
แต่ถ้าต้องมานั่งออกอะไรจิปาถะ....
พวกประกันสุขภาพ..อะไรต่างๆอย่างที่ป้าตุ้มบอกมา
อาจจะรัดเข็มขัดนิดหน่อย
(https://www.pallswiss.com/images/old_board/105315-003201-bs01.jpg)
khun A kub yr husband is working in Novartis???
2500 is would be ok if they pay for a rent BUT 2500fr. is net salary??? dont forget TAX nakub in Baselcity tax is veryyyyyyyyyyy high,
basel is the 3rd largest city in swizz and for sure very expensive for everything and if his company pay for the insurance for the whole family it's great bcoz family insurance is abt 1000fr. or more.
welcome to basel kub
ค่ะ....พี่ทอมตั้งคำถามที่น่าสนใจเพิ่มอีกแล้ว
คุณเอ คงจะมีคำตอบในใจนะคะ
ลูกคุณเออายุเท่าไรค่ะ Kindergarten( โรงเรียนอนุบาล)ที่สวิส ส่วนใหญ่ให้เด็กเข้าเรียนได้เมื่ออายุห้าขวบบริบูรณ์ค่ะ ซึ่งในความคิดตัวเองคิดว่าช้ามาก ก่อนหน้านี้ก็จะมี Spielgroupe (เพกร็ุป) โดยทั่วไปเริ่มสามขวบ ซึ่งต้องเสียเงินเอง สอง ชม. หรือ สาม ชม. สิบฟรัง ค่ะ อาทิตย์หนึ่งก็จัดแค่ ครั้งสองครั้ง Kindergarten เรียนครึ่งวันเองค่ะ เรียนเต็มวัน วันพฤหัสบดีวันเดียว พอฤดูหนาวก็ไม่มีเด็ก เด็ก ออกมาเล่นข้างนอกซักเท่าไร (นอกจากมีหิมะ) ลูกอยู่แต่ในหอพักก็เหงา เพราะฤดูหนาวที่นี่ ช่วงเดือนธันวา และ มกรา หนาว และ มึดมาก เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก ถ้าจะเรียน ป.1 ที่เมืองไทย ก็ปูรากฐานที่เมืองไทยจะดีกว่า แค่มาเที่ยวช่วงฤดูร้อนจะสนุกกว่ามาอยู่เยอะเลย
เอาง่ายๆเลยนะอย่างเงินเดือนของ มิโกะ เนี่ย 2400 ค่าบ้านค่าประกันสุขภาพค่าโทรศัพท์และอะไรอื่นๆอีกจิปาทะ ไม่ได้ออกแฟนออกให้หมด พอเงินเดือนออก มิโกะมีหน้าที่เดียวที่จะต้องจ่ายคือค่ากับข้าวทุกอาทิตย์ เดือนหนึ่งจ่ายสี่ครั้งๆละร้อยกว่าฟรังค์ คิดดูมิโกะยังเหลือเงินเก็บเดือนหนึ่งๆไมถึงพันฟรังค์เลย
ว้าว...พี่มิโกะ...เก็บเงินเก่งจัง
อ้าว...ไม่ได้ชิจ๊ะน้อง ชาดํา ทํางานจนตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อตขนาดนี้ถ้าไม่เก็บเงินไว้บ้างแล้วจะเอากําลังใจจากใหนละจ๊ะมาทํางาน อิ อิ
ขอบคุณสำหรับทุกคำแนะนำค่ะ ขอตอบคำถามดังนี้ค่ะ
1.รายได้ ต่อเดือนที่ได้ยังไม่ทราบแน่นอน แต่คิดว่า2000-2500ค่ะสำหรับค่าใช้จ่ายภายในบ้านและค่าเดินทาง
2. บริษัทออกค่าใช้จ่ายให้ดังนี้ ค่าโรงเรียนลูก, ค่าเช่าบ่าน ,ค่านำ. ค่าไฟ ส่วนประกันไม่แน่ใจแต่คิดว่าบริษัทออกให้ค่ะ
3.ลูกชายตอนนี้ 4ขวบพอดี อ.2 ตอนนี้ห่งเรื่องลูกเป็นหลัก เพราะคิดว่าลูกยังเล็กเกินไป แล้วช่วงที่กลับมาก็ขึ้นป1พอดี แต่คิดตามเวลาที่ต้องไปอยู่แล้ว กลับมาไม่ทัน อาจต้องเรียซำ ลองปรึกษาบางคนดู เขาแนะนำว่าลูกยังเล็กเกินไปถ้าหางจะให้ซึมซับภาอังกฤษและตอนกลับมาอาจจะสับสน
4.ถ้าเอไปด้วยแล้วต้องประหยัดการที่จะมีเงินเก็บกลับมาก็ยาก และเอต้องทิ้งงานที่เมืองไทย ตอนกลับมาก็ต้องหางานใหม่อีก กลัวว่าจำหาลำบาก ถ้าไม่มีเงินเก็บกลับมาบ้าง ตอนกลับมาก็ใช้แต่เงินของสามีอย่างเดียว ไม่ค่อยเวิลค์
Kun tom Are you stay in Brasel? Thank you for your nicely.
Thank you
A
ตั้งใจว่าจะให้สามีไปอยุ่คนเดียว ห่วงการเรียนของลูกเป็นหลักค่ะ เพราะเตรียมที่เรียป1ไว้ให้เขาแล้วต้องฝากกันล่วงหน้าเป็นปี ถ้าไปกับพ่อเขา กลับมาสอบไม่ทันแน่ ถีงกลับมาสอบก่อนก็ต้องมีปัญหาเรื่องภา
ษา ถ้าอยู่เมืองไทยต่อก็ได้เรียนที่นี่แน่ จึงต้องตัดสินใจเลือกสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก่อนค่ะ ก็ไม่รู้ว่าตัดสินใจถูกไหมนะคะ ?
แต่บางคนก้บอกว่าเอทำให้ลูกเสียโอกาสไปอญู่เมืองนอก แล้วก็ไม่เป็นห่วงสามี แต่จริงๆแล้ว เราห่วงทุกคน แต่เราต้องตัดสินใจเลือกสิ่งที่เป็นปัจจุบันก่อน อนาคตยังมาไม่ถึง
สามีคิดว่าได้กลับเมืองไทย 2ครั้งต่อปี เอก็คิดว่าจะบินไปหา1-2 ครั้งต่อปีเหมือนกัน กลัวเค้าเหงา ไดยินว่าที่ บนาเซิล เป็นเมืองที่เงียบ กลัวไปมีกิ๊กที่โน่น แฮะ แฮะ
ขอกำลังใจหน่อยค่ะ
สวัสดีค่ะเจ้าของกระทู้........คุณเอ
สวัสดีค่ะ ป้าพอล สบายดีไหมค่ะ อากาศเริ่มดีขึ้นแล้ว หน้าฟึลลิ่งไปเที่ยวไหนหรือเปล่าคะ
และก็สวัสดีชาดำ miko ป้าตุ้ม คุณทอม ....จำกันได้ไหมเอ่ย
เพราะเคยเข้ามาทักทายนาน ถึง นานมากแล้ว ...แหะ แหะ
อ้อ ! สวัสดีจ้าบัวขาว เป็นไงคะ โครงการสองใกล้เสร็จยัง แล้วตัวโตอายุเท่าไหร่แล้ว คงกะลังซนน่าดูเลยนะคะ
เห็นหัวข้อกระทู้แล้วรู้สึกอยากออกความคิดเห็น เพราะเพื่อนบ้าน
ที่อยู่อพาทเม้นเดียวกัน ก็มาทำงานลักษณะเดียวกันแต่มาจากประเทศอังกิด
ลูกสาวอายุ ห้าขวบ เข้าอนุบาล1 ที่เดียวกับลูกชาย
อยากบอกว่า เอาลูกเรียนที่เมืองไทยดีกว่า ร้อยเปอร์เซ็นเลยคะ
เท่าที่ได้คุยกับแม่ของหนู ซาร่า มีแต่ปัญหา
คิดว่าระบบการศึกษาของอิงแลนด์ กับ ประเทศไทยเรา
เหมือนกัน คือ เด็ก เข้าอนุบาลหรือโรงเรียนไวมาก
เด็กสี่ขวบ ต้องไปโรงเรียนทั้งวันแล้ว
ครูก็สอนเด็กทั้งวัน หัดเขียน หัดอ่าน สะกดคำง่าย
พร้อมทั้งเด็กมีกิจกรรม มีอะไรทำตลอดวันว่างั้นเถอะ
ที่สวิตฯ เด็กเข้าอนุบาล หนึ่ง ตอนห้าขวบ
กิจกรรมที่โรงเรียนก็ไม่เยอะ ก็เป็นพวกวาดรูป เล่นสี
ประดิษฐ์ ตัดปะ ทำงานฝีมือเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ไม่เน้นวิชาการ
จะเน้นเรื่องการเข้าสังคมของเด็ก และ เน้นเรื่องการช่วยเหลือตัวเอง
เช่น ใส่รองเท้าเอง ผูกสายรองเท้าเอง แต่งตัวใส่เสื้อผ้าประมาณนี้แหละคะและก็พาเดินสำรวจ ธรรมชาติ ไม่มีการสอนภาษาอื่น นอกจากภาษา เยอรมัน ฝรั่งเศส หรือ อิตาลี่(นอกเหนือจากนั้นต้องหารร.พิเศษให้เอง)
ระยะเวลาที่ไปอยู่โรงเรียน ก็สองชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ ก็กลับมาทานข้าวเที่ยง ถ้ามีโปรมแกรมของโรงเรียนตอนบ่าย ก็ไปบ่ายอีกสองชม.
ส่วนใหญ่เด็กอนุบาลหนึ่ง ก็มีแค่ช่วงเช้าสอง ถึง สามชั่วโมง ตอนบ่ายก็ว่างทั้งวัน
เด็กที่เคยเรียนทั้งวัน มีกิจกรรมให้ทำตลอดวันแล้วมาเรียนที่นี่ทำให้เด็กเกิดอาการเบื่อหน่าย ไม่อยากไปโรงเรียน ไหนเรื่องภาษาอีก
กว่าจะปรับตัวได้กว่าจะเข้าใจเพื่อน ๆ และคุณครูพูด ต้องใชเวลาอีกเป็นปี
น้องซาร่าที่นก พูดถึงตอนนี้แกก็กำลังมองหาโรงเรียนนานาชาติ ที่ซูริคแล้วคะ(แพงระยับเลย) เพราะแกไม่สามารถเรียนที่นี่ได้เหมือนเด็กทั่วไป แกไม่อยากไปโรงเรียน แกบอกว่าไม่มีอะไรทำ มีแต่เล่น แบบเด็ก ๆ น่าเบื่อ เพื่อนก็ไม่มีใครอยากเล่นด้วย ตอนเช้าแกร้องไห้ก่อนไปโรงเรียนทุกวันเลยคะ คุณแม่เป็นคนบ่นกับนกเองค่ะ
ถ้าคุณเอ ..อยากให้ลูกมาเรียนที่นี่ด้วยกว่า น่าจะหาโรงเรียน นานาชาติให้ลูกเรียนเลย ดีกว่า(แพงมาก ) เพราะถ้าเข้าโรงรียนตามอำเภอ ของสวิตฯการเรียนการสอนช้ามากกก แล้วลูกคุณจะเบื่อ โรงเรียนเปล่าๆ แล้วต้องกลับไปเริ่มใหม่ ที่เมืองไทยอีก
ปกติเป็นคนไม่ชอบออกความเห็นชอบแอบอ่าน คะ นี่ยาวมาก ๆ เลยคะ
พอดีมีตัวอย่าง ใกล้ ๆ ตัวก็เลยอยากแชร์ประสพการณ์ตรงนี้ให้คุณแม่ได้เอาประคิดทบทวนประกอบการตัดสินใจ
สวัสดีจ๊ะทุกๆคน
สวัสดีจ๊ะนก
จำได้จ๊ะหายหน้าหายตาไปเลย...
ดีใจที่ได้เจอกันอีก...เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง?
ฤดูใบไม้ผลิ...ป้ากับลุงคงจะเริ่มออกเดินเขากันอีก
ช่วงนี้ข้างบนดอกไม้จะสวยมาก
ดีใจที่เข้ามาช่วยแชร์ความคิดเห็นกัน
จะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นไปอีก..แล้วเข้ามาคุยกันอีกนะ
ดีใจจังค่ะที่ป้าไม่ลืม ....ไม่ได้หายหน้าหายตาไปไหนหรอกคะ ก็วนเวียนอยู่เเถวนี้แหละค่ะ ชอบอ่านของเพื่อน ๆ และของป้า ๆ มีประโยชน์มากๆ เลยคะ (แอบอ่าน) นี่ก็จะเฟเรียนอีกแระ คงไม่ได้ไปเที่ยวไหน ถ้าอากาศร้อนมาก ๆ ก็พาลูก ไป Schwimbad เพราะเด็ก ๆ ชอบน้ำกันมาก ๆ เสาร์ อาทิตย์ก็ไปตั้งแคมป์ ทำ ของย่าง ๆ กินแถวริมแม่น้ำ หรือไม่ก็ ขึ้นเขาเดินเล่นเหมือนที่ป้าว่า แหละค่ะ
คราวหน้าจะแวะมาทักทาย และ ก็หาเรื่องมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังคะ
ป้าไม่ลืมนกหรอก...ถ้าลืมก็จะแกล้งบอกว่าไม่ลืม555
ป้าและทุกๆคนจะคอยฟังเรื่องของนกที่จะเข้ามาคุย
หรือเล่าอะไรเกี่ยวกับเด็กๆก็ได้...
อากาศดีว่าจะออกไปดูน้ำเเข็งที่จับอยู่ข้างลำธารย้อยสวยมาก
ป้าชอบไปดูถ้าโอกาสอำนวย