ขั้นตอนเตรียมเอกสารไปซื้อที่ดินในเมืองไทย

Started by NA-SP, September 18, 2009, 12:47:44 PM

Previous topic - Next topic

NA-SP

สวัสดีค่ะป้าพอล และเพื่อนๆทุกคนค่ะ
คือว่า อยากถามรายละเอียดและขั้นตอนวีธีการก่อนที่จะไปซื้อที่ดินในเมืองไทยค่ะ
ก่อนอื่นเลย ขอถามเลยนะคะ ว่า
1.เราต้องติดต่อดำเนินเรื่องเซ็นต์ใบรับรองของแฟน กับสถานฑูตในเบิร์นที่สวิสฯ ก่อนหรือเปล่าคะ??
    (เพราะในใบรับรองให้เรากรอกช่อง นส.3ก.นส.3 ว่าโฉนดเลขที่อะไร?)
  แต่เราอยู่สวิสฯ ยังไม่รู้เลขที่โฉนดเลยค่ะ ต้องกลับไปดูกับคนขายที่ดินที่เมืองไทยก่อน
2.นั่นหมายถึงว่า เราต้องรู้ก่อนใช่หรือเปล่าคะ ว่าที่ดินผืนที่เราจะซื้อ เป็นโฉนด นส.3 เลขที่เท่าไหร่
    แล้วเราค่อยติดต่อดำเนินเรื่องเซ็นต์ใบรับรองของแฟน กับสถานฑูตในเบิร์นที่สวิสฯ ได้น่ะค่ะ??
3.หรือว่าเว้นช่องนั้นไว้กรอกทีหลังได้ แต่ให้แฟนเซ็นต์รับรองไปก่อนคะ??
(เพราะกะว่า ถ้าไปถึงเมืองไทย ก็จะได้ซื้อเลยค่ะ ถือใบรับรองจากแฟนติดตัวไปดำเนินเรื่องด้วยเลยค่ะ)
4.เอกสารที่เรากับแฟนต้องเตรียมไปทำเรื่องซื้อที่ดิน ที่กงสุลไทย มีอะไรบ้างคะ??
5.โนตารีพลับลิครับรอง คืออะไรคะ??(เพื่อส่งทางไปรษณีย์ให้สถานทูตอีกครั้ง กรณีสามีไปเซ็นต์เองไม่ได้)

อยากทราบข้อมูลใหม่อีกทีคะ เพราะอ่านในเวปเกี่ยวกับการซื้อที่ดินในไทย ไม่ค่อยจะละเอียดเลยค่ะ
รบกวนป้าพอล และผู้ที่มีประสบการณ์ในการซื้อที่ดินในไทยมาแล้ว บอกกล่าวหน่อยนะคะ
ขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ
นา

yanisa

สวัสดีค่ะ ป้าพอล คุณนาด้วยนะคะ
  เฉิ่มค่ะ ขอเข้ามาเล่าประสบการณ์ซื้อที่แปลงเล็กๆค่ะ เฉิ่มอยู่เมืองไทยแต่เฉิ่มไม่สามารถซื้อโอนที่ดินเป็น
ชื่อตัวเองโดยตรง  ถือขัดต่อกฏหมายไทยโดยสมรสกับชาวต่างชาติ  เว้นแต่การโอนโดยทายาท เช่น พ่อแม่ หรือ พี่น้อง แต่สามีต้องเซ็นรับรองว่ามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นๆแม้จะได้มาระหว่างสมรสก็ตามแต่  กรณีคุณนากับเฉิ่มไม่รู้จะเหมือนกันเปล่าไม่แน่ใจ  รอผู้รู้ท่านอื่นมาร่วมเล่าประการณ์ตรงนะคะ
โชคดีค่ะ

NA-SP

ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
นาก็ยังไม่ทราบขั้นตอนเหมือนกันว่าผลจะออกมาเป็นรูปแบบใหน
เพราะเท่าที่อ่านในกฎหมายใหม่ของเมืองไทย เห็นเขาบอกว่า
สามารถซื้อได้แล้ว หลังจากการสอบสวนต่างๆ เครียร์!ระหว่างคู่รส
ลองอ่านข้อมูลนี้ดูนะคะ (สำหรับคนที่กำลังจะไปซื้อที่ดินด้วยค่ะ) ::)

คนไทยสมรสกับคนต่างชาติ ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้หรือไม่ 
   เดิมคนไทยที่จดทะเบียนสมรสกับคนต่างชาติจะถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมิได้เลย อาจจะเป็นด้วย เหตุผลทางด้านความมั่นคงของชาติ กลัวต่างชาติจะเข้ามาใช้เงินกว้านซื้อที่ดินโดยผ่านทางคู่สมรสที่เป็นคนไทย ประมวลกฎหมายที่ดินจึงไม่อนุญาตให้คนต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ และถ้าหากอนุญาตให้คนไทยที่สมรสกับต่างชาติถือ
กรรมสิทธิ์ในที่ดินได้แล้ว ที่ดินก็จะเป็น สินสมรสระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย

ปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 บัญญัติว่าบุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน.....ฯลฯ การจำกัดขอบเขตแห่งสิทธิใดๆของประชาชนต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญดังกล่าว และเพื่อให้คนไทยที่มีคู่สมรสเป็นต่างชาติสามารถถือครองที่ดินได้ กระทรวงมหาดไทยได้วางหลักเกณฑ์ให้เจ้าหน้าที่ที่ดินปฏิบัติดังนี้ คือ

ข้อ 1.ถ้าคนสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอซื้อที่ดินหรือขอรับโอนที่ดิน ในกรณีที่คล้ายคลึงกันในระหว่างสมรส หากสอบสวนแล้ว ผู้ขอและคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวได้ยืนยัน เป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันว่า เงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของบุคคล สัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่สินสมรสก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้ แต่ถ้าหากคนต่างด้าวที่เป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยไม่ยืนยันตามนัยดังกล่าว หรือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นสินสมรส เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้ว ให้ส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรี ตามนัย(มาตรา74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)

ข้อ 2.ถ้าคนสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอซื้อที่ดิน หรือขอรับโอนที่ดินในกรณีอื่นที่คล้ายคลึงกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภรรยากับคนต่างด้าว หากสอบสวนแล้ว ผู้ขอ และ คู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันว่า เงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมด เป็นทรัพย์ส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่ทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้ แต่ถ้าหากคนต่างด้าว ที่เป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยไม่ยืนยันตามนัยดังกล่าว หรือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้ว ให้ส่งเรื่องไปกรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรี ตามนัย(มาตรา 74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)

ข้อ3.ถ้าคนสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวทั้งที่ชอบ และมิชอบด้วยกฎหมายขอรับการให้ที่ดิน ในระหว่างสมรสหรือระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยากัน หากสอบสวนแล้วเป็นการรับ ให้ในฐานะที่เป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว มิได้ทำให้คนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของในที่ดินร่วมด้วย ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้ แต่ถ้าหากเป็นการรับให้ในฐานะที่เป็นสินสมรส หรือมีผลทำให้คู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย เมื่อ พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้วให้ส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรี ตามนัย (มาตรา 74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)

ข้อ4.ถ้าคนสัญชาติไทยที่เคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวแต่ได้หย่าขาดจากกันหรือเลิกร้างกันแล้ว ขอทำ นิติกรรมให้ได้มาซึ่งที่ดินหากสอบสวนแล้ว ไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ก็ให้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระทรวงมหาดไทยได้วางหลักเกณฑ์ให้พนักงานที่ดินปฏิบัติแล้วก็ตาม ก็ยังเกิดปัญหา ขัดข้องในทางปฏิบัติอยู่บ้าง คือ กรมที่ดินได้วางระเบียบการให้ความยินยอมโดยคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าว ว่าจะต้องไปให้ความยินยอมด้วยตนเอง จะทำเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียวโดยไม่ไปแสดงตนไม่ได้ ซึ่งระเบียบดังกล่าวของกรมที่ดินแม้ว่าจะมีเจตนาที่ดี แต่ก็นับว่าเป็นปัญหาอย่างมากในทางปฏิบัติของผู้ขอ

หากเทียบเคียงถึงการทำนิติกรรมอื่นๆ ที่มีคนต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อคนต่างชาติไปทำหนังสือหรือ ให้ถ้อยคำต่อโนตารี่พับลิค และกงสุลไทยที่ตั้งอยู่ในประเทศของตนยังสามารถนำหนังสือมาใช้แสดง ในการทำนิติกรรมใดๆ ได้ ดังนั้นถ้าหากคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวมีเหตุขัดข้องไม่สามารถเดินทางมา ประเทศไทยเพื่อแสดงความยินยอมตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทยได้ ถ้าคนต่างด้าวนั้นไปทำหนังสือยินยอม และให้ถ้อยคำยืนยันต่อโนตารี่พับลิกและกงสุลไทยในประเทศของตน เหตุใดจะนำหนังสือ ยืนยันไปใช้แสดงต่อกรมที่ดินไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาข้อขัดข้องอย่างหนึ่ง ปัญหา

ลองศึกษากันดูนะจ๊ะ เผื่อจะมีประโยชน์กับเราในวันข้างหน้าก็เป็นได้ค่ะ
โชคดีค่ะ
นา วิไลภรณ์ :-*








Quote from: yanisa on September 19, 2009, 01:53:59 PM
สวัสดีค่ะ ป้าพอล คุณนาด้วยนะคะ
  เฉิ่มค่ะ ขอเข้ามาเล่าประสบการณ์ซื้อที่แปลงเล็กๆค่ะ เฉิ่มอยู่เมืองไทยแต่เฉิ่มไม่สามารถซื้อโอนที่ดินเป็น
ชื่อตัวเองโดยตรง  ถือขัดต่อกฏหมายไทยโดยสมรสกับชาวต่างชาติ  เว้นแต่การโอนโดยทายาท เช่น พ่อแม่ หรือ พี่น้อง แต่สามีต้องเซ็นรับรองว่ามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นๆแม้จะได้มาระหว่างสมรสก็ตามแต่  กรณีคุณนากับเฉิ่มไม่รู้จะเหมือนกันเปล่าไม่แน่ใจ  รอผู้รู้ท่านอื่นมาร่วมเล่าประการณ์ตรงนะคะ
โชคดีค่ะ

Jojo

สวัสดีค่ะทุก ๆ คน

เรื่องซื้อที่ดินสำหรับคนไทยที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ ถ้าหากซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่มีปัญหาค่ะ วันโอนกรรมสิทธิ์ทางกรมที่ดินเค้าก็จะให้คุณสามีเซ็นเอกสารตามข้อมูลที่คุณนาบอกเลย แต่ถ้าจะซื้อที่ดินเปล่า อันนี้ต้องระวังนิดนึงค่ะ เพราะถ้าว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน ระหว่างที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับที่ดินเปล่า ๆ  มันจะมีรายละเอียดปลีกย่อยลงลึกลงไปอีก ยังไม่เคยมีประสบการณ์นะคะ แต่ก็เคยศึกษามาอยู่บ้าง อย่างที่คุณyanisa บอกไว้นะคะ ว่าต้องมาด้วยการโอนมรดก เพราะจากที่มีประสบการณ์เรื่องลูกถือสองพาสปอร์ตแล้วเจอปัญหากับ ตม.เมืองไทยเมื่อกลางปี แล้วได้อ่านกระดาษตราครุฑของคุณ ตม.หลังจากที่เถียงกันอยู่พักนึง ทำให้กลัวอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะกฎหมายเมืองไทยยังไงก็ต้องถือพาสปอร์ตใดพาสปอร์ตหนึ่งเท่านั้น คือต้องเลือกสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งไม่สามารถมี 2 สัญชาติได้ ถึงแม้ว่าสวิสจะให้ถือสองพาสก็ตาม อันนี้ตัวเองนึกถึงในอนาคตหากต้องการมีพาสปอร์ตสวิส แล้วมันจะไปมีผลกับที่ดินเปล่าที่ซื้อ เพราะซื้อหลังจากแต่งงาน อะไรมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตเพราะเราไม่รู้กฎหมายอย่างท่องแท้ ก็เลยทำสัญญาเป็นชื่อแม่ โอนเป็นชื่อแม่ก่อน แล้วรอโอนกลับมาเป็นชื่อเราทีหลังแบบนี้ชัวร์กว่า ตอนนี้ยังไม่ได้โอน ก็เลยยังฟันธงบอกไม่ได้ว่าจะมีปัญหามั๊ย เพราะมันยังผ่อนไม่หมด ก็เพราะต้องใส่ชื่อแม่ สามีเลยไม่ช่วยเลยอ่ะ  :'(

ยังไงรอคนมีประสบการณ์ตรงเข้ามาแชร์ประสบการณ์กันอีกทีนะคะ
อย่าหยุดที่จะเดินหาโอกาส

NA-SP

ขอบคุณมากๆ เลยค่ะคุณ Jojo  :D
สำหรับที่ดินที่นาจะไปซื้อ มันเป็นที่ดินสวน (สวนผลไม้กับยางพารา)น่ะค่ะ(เค๊าปลูกไว้แล้วประมาณ 3-4ปี)
ที่ดินผืนนี้ประมาณ 75-80 ไร่ค่ะ ประมาณนี้ ซึ่งที่ดินที่นาจะซื้อนี้เอาไว้ทำสวนอย่างเดียวค่ะ ไม่ปลูกสร้างค่ะ
เพราะถ้านาจะซื้อที่ดินเปล่าๆก็มีขายค่ะ แต่กลัวว่าจะมีปัญหาในที่ดินเปล่าๆเหมือนที่คุณ Jojo ว่าน่ะคะ  :'(
นาได้อ่านตรงกฎของข้อที่ 1และ 3(มาตรา 74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)มันก็น่าจะซื้อได้เน๊อะ

ข้อ 1.ถ้าคนสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอซื้อที่ดินหรือขอรับโอนที่ดิน ในกรณีที่คล้ายคลึงกันในระหว่างสมรส หากสอบสวนแล้ว ผู้ขอและคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวได้ยืนยัน เป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันว่า เงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของบุคคล สัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่สินสมรสก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้ แต่ถ้าหากคนต่างด้าวที่เป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยไม่ยืนยันตามนัยดังกล่าว หรือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นสินสมรส เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้ว ให้ส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรี ตามนัย(มาตรา74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)

ข้อ3.ถ้าคนสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวทั้งที่ชอบ และมิชอบด้วยกฎหมายขอรับการให้ที่ดิน ในระหว่างสมรสหรือระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยากัน หากสอบสวนแล้วเป็นการรับ ให้ในฐานะที่เป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว มิได้ทำให้คนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของในที่ดินร่วมด้วย ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้ แต่ถ้าหากเป็นการรับให้ในฐานะที่เป็นสินสมรส หรือมีผลทำให้คู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย เมื่อ พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้วให้ส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรี ตามนัย (มาตรา 74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)

ขอบคุณมากๆค่ะ ยังไงนาจะรอผู้มีประสบการณ์มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับรายละเอียดและขั้นตอนอีกทีเน๊อะ
โชคดีมีฟามสุขนะจ๊ะ :D







Quote from: Jojo on September 21, 2009, 06:55:34 AM
สวัสดีค่ะทุก ๆ คน

เรื่องซื้อที่ดินสำหรับคนไทยที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ ถ้าหากซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่มีปัญหาค่ะ วันโอนกรรมสิทธิ์ทางกรมที่ดินเค้าก็จะให้คุณสามีเซ็นเอกสารตามข้อมูลที่คุณนาบอกเลย แต่ถ้าจะซื้อที่ดินเปล่า อันนี้ต้องระวังนิดนึงค่ะ เพราะถ้าว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน ระหว่างที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับที่ดินเปล่า ๆ  มันจะมีรายละเอียดปลีกย่อยลงลึกลงไปอีก ยังไม่เคยมีประสบการณ์นะคะ แต่ก็เคยศึกษามาอยู่บ้าง อย่างที่คุณyanisa บอกไว้นะคะ ว่าต้องมาด้วยการโอนมรดก เพราะจากที่มีประสบการณ์เรื่องลูกถือสองพาสปอร์ตแล้วเจอปัญหากับ ตม.เมืองไทยเมื่อกลางปี แล้วได้อ่านกระดาษตราครุฑของคุณ ตม.หลังจากที่เถียงกันอยู่พักนึง ทำให้กลัวอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะกฎหมายเมืองไทยยังไงก็ต้องถือพาสปอร์ตใดพาสปอร์ตหนึ่งเท่านั้น คือต้องเลือกสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งไม่สามารถมี 2 สัญชาติได้ ถึงแม้ว่าสวิสจะให้ถือสองพาสก็ตาม อันนี้ตัวเองนึกถึงในอนาคตหากต้องการมีพาสปอร์ตสวิส แล้วมันจะไปมีผลกับที่ดินเปล่าที่ซื้อ เพราะซื้อหลังจากแต่งงาน อะไรมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตเพราะเราไม่รู้กฎหมายอย่างท่องแท้ ก็เลยทำสัญญาเป็นชื่อแม่ โอนเป็นชื่อแม่ก่อน แล้วรอโอนกลับมาเป็นชื่อเราทีหลังแบบนี้ชัวร์กว่า ตอนนี้ยังไม่ได้โอน ก็เลยยังฟันธงบอกไม่ได้ว่าจะมีปัญหามั๊ย เพราะมันยังผ่อนไม่หมด ก็เพราะต้องใส่ชื่อแม่ สามีเลยไม่ช่วยเลยอ่ะ  :'(

ยังไงรอคนมีประสบการณ์ตรงเข้ามาแชร์ประสบการณ์กันอีกทีนะคะ

NA-SP

หวัดดีค่ะคุณอภิ
ขอบคุณที่เข้ามาแชร์ประสบการณ์ค่ะ  :)
อืมม..หลายๆอย่างเกี่ยวกับกฎหมายทำไมมันเข้าใจยากและซับซ้อนจังเน๊อะ (ชักจะปวดหัว)
เอาเป็นว่านาจะไปทำด้วยตัวเราเองดีกว่าเกี่ยวกับการซื้อที่ดิน ถ้ารู้เรื่องกระจ่างชัดแล้ว นาจะมา
โพสต์ไว้ในเวปนี้ ให้ทุกๆคนได้อ่านเพื่อเป็นความรู้เพิ่มเติมเน๊อะ อีกนัยนึง เราเป็นหญิงไทยแท้ ๆ
และทำการสมรสกับชายชาวสวิสฯ โดยการมาจดทะเบียนสมรสที่สวิสฯ และได้กลับไปเมืองไทย
เพื่อแจ้งบันทึกทะเบียนฐานะแห่งครอบครัวที่กระทรวงการต่างประเทศเรียบร้อยหมดทุกอย่างครบ
แต่เงินที่จะเอาไปซื้อที่ดินนั้น มันเป็นเงินของแฟนทั้งหมดค่ะ ที่จะเอาไปซื้อที่ดินระหว่างที่เรา
อยู่กินกันอย่างสามีภรรยาหลังแต่งงาน (มันไม่ใช่เงินของเรา และไม่ใช่สินสมรสแต่อย่างใด)เลย
คิดว่า ถ้าจะเอาเงินแฟนไปซื้อที่ดินโดยไม่ให้มีปัญหาตามมาทีหลังเมื่อหย่ากัน หรือฟ้องร้องกัน ฯ
ก็ต้องให้แฟนไปให้ปากคำในใบรับรองว่า "เงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่สินสมรส และมิได้ทำให้คนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของในที่ดินร่วมด้วย"
อันนี้นาเข้าใจถูกเปล่าเอ่ย?? (ถามผู้มีประสบการณ์ค่ะ)  ::)
รอเน๊อะ นาจะมาให้คำตอบค่ะ ว่าจะหมู่หรือจ่ากับการซื้อที่ดินผืนนี้  ???
ขอบคุณมากๆค่ะ  :D

yanisa

สวัสดีป้าพอล เพื่อนบ้านป้าพอลทุกท่านด้วยนะคะ
  ลองค่ะคุณนาเพราะด้วยเหตุและผลที่บางที่ก็แตกต่างกันไปบ้าง  ก็อย่างที่คุณโจ้บอกค่ะ ว่าซื้อเป็นชื่อพ่อแม่หรือพี่น้องจะง่ายกว่าจากนั้นก็โอนเป็นชื่อเรา ตอนที่เฉิ่มซื้อก็คิดว่าไม่มีปัญหา คือให้พ่อบ้านไปเซ็นร์รับรองน่าจะได้ แต่ไม่เป็นอย่างที่คิดมันมีอะไรมากกว่านั้น เฉิ่มซื้อที่ดินว่างเปล่า แล้วก็แปลงเล็กๆค่ะ แต่ซื้อเป็นชื่อพี่สาวแล้วโอนมาเป็นชื่อเฉิ่มภายหลัง  เฉิ่มซื้อเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาค่ะ
คุณนาอย่าลืมมาเล่าประสบการณ์การซื้อที่นะคะ จะได้เป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆและตัวเฉิ่มเอง จะรอค่ะ

Jojo

สวัสดีค่ะคุณนา

รอฟังประสบการณ์คุณนาอยู่นะ เดี๋ยวทางกรมที่ดินเค้าก็จะเป็นคนบอกคุณนาเองล่ะว่าต้องทำยังไง แล้วเค้ามาบอกด้วยนะคะ ;D
ความหมายของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก็คือ ที่ดินพร้อมบ้าน ที่มีการแจ้งเลขที่บ้านและได้มีการทำทะเบียนบ้านในที่ดินพื้นนั้นแล้ว ส่วนที่ดินที่เป็นสวน เป็นนา เป็นไร่ ก็ยังคงเรียกว่าที่ดินเปล่าค่ะ
ที่ดินที่คุณนาซื้อใช่แถวจันทบุรีอ่ะป่าว เพราะเคยไปดูอยู่เหมือนกัน แถวนั้นที่ดินสวย ๆ เยอะ ขายพร้อมสวนผลไม้กะสวนยาง โดยเฉพาะที่ตรงเชิงเขา เรื่องน้ำก็ไม่มีปัญหา ถ้าเจาะบาดาลมีน้ำให้ใช้ตลอด ราคาต่อไร่พอทนแต่ขายยกแปลงใหญ่ ๆ อย่างที่คุณนาซื้อ โจ้เลยมิสามารถได้ ในอนาคตอาจจะเหมาะกับทำบ้านขาย หรือให้เช่า หรือรีสอร์ท ถ้าทำเลดี ๆ นะ เพราะชาวต่างชาติเริ่มอพยพมาอยู่เมืองไทยกันมากขึ้น ซื้อบ้านอยู่กันไล่ตั้งแต่พัทยาจนถึงสัตหีบ ระยองแล้วตอนนี้ อีกหน่อยก็คงจะลามปามไปถึงจันทบุรี ตอนนี้ขนาดสามี-ภรรยาเป็นต่างชาติทั้งคู่ก็ยังซื้อบ้านที่เมืองไทยได้แล้ว กฎหมายมันเปิดทางให้บ้าง โจ้เคยมีกลุ่มลูกค้าเกย์อังกฤษ พากันมาซื้อบ้านที่พัทยา ยกแก๊งค์เลยอ่ะ :o ถ้าหากใช่ก็เป็นความคิดที่ดีสำหรับคุณนา ที่จะซื้อไว้ เอาเงินฟรังออกนอกประเทศไปซื้ออสังหาฯที่เมืองไทยเก็บไว้ ก็ไม่เสียหาย เน้นทำเลดี ๆ ในอนาคตน่าจะไปได้สวย ;)

ขอแชร์ประสบการ์เรื่องซื้ออสังหาฯ ที่เมืองไทยหน่อยล่ะกัน มีสามีต่างชาติก็ต้องให้สามีซื้อบ้านให้ แน่นอนค่าเงินบ้านเค้าพอแลกมาเป็นเงินบาทมันก็มากพอที่จะช่วยเหลือเราเรื่องนี้ได้ก็ต้องยอมรับ ฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตตัวเอง ด้วยการซื้ออสังหาฯ เพราะมันไม่มีเน่าไม่มีเสีย มีแต่เพิ่มมูลค่าขึ้นทุก ๆ ปี (ขึ้นอยู่กับทำเลที่คุณเลือก เพราะไม่เสมอไปหมดทุกที่)แล้วก็เป็นสิทธิ์ของเราแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีแบ่ง..555 ก็เลยอยากแชร์มุมมองของตัวเองหน่อยนะคะว่า เคยเห็น เคยได้ยินมาบ้างนะคะ บางคนมีบ้านอยู่ต่างจังหวัด ก็อยากให้พ่อแม่พี่น้องสุขสบาย เอาเงินไปปลูกบ้านซึ่งบางบ้าน บางหลัง หมดกันไปที 3-4 ล้านหรือมากกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน ก็ดีค่ะที่มีความกตัญญู อันนี้สนับสนุน แต่คุณมองกลับอีกด้านกับเงินมากมายขนาดนี้ กับการปลูกบ้านอย่างอลังการล้านแปด แต่อยู่ในทำเลที่ล้อมรอบไปด้วยทุ่งนา ป่า ดินลูกลัง หรือที่ ๆ ความเจริญเข้าไปอย่างช้า ๆ มันน่าเสียดายเงินค่ะ หากในอนาคตคุณไม่ได้จะกลับไปอยู่เอง เพราะมันไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้กับเงินที่ลงทุนสักเท่าไหร่นัก หากมีเงินในมือจำนวนขนาดนั้น โจ้ว่าปลูกแค่พออยู่ ให้พ่อแม่พี่น้องอยู่สบายจากบ้านหลังเดิม แล้วเอาเงินที่เหลือมาซื้อคอนโดฯ ซื้อบ้าน ในกรุงเทพฯ หรือแหล่งชุมชน แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งสามารถปล่อยเช่า หรือขายได้ราคาในอนาคต น่าจะเหมาะกว่านะ อนาคตอาจจะได้เป็นเสือนอนกิน ไม่ต้องทำอะไร พอตกสิ้นเดือนก็เดินเก็บค่าเช่า มันคงจะดีไม่น้อยเลย  ::) ::)

ส่วนหากใครคิดที่จะซื้อคอนโดฯ ที่เมืองไทยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี เหมาะกับคนที่ไม่มีญาติคอยไปดูแลบ้านให้ เพราะปัญหาการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงรักษาไม่จุกจิกเยอะแยะเหมือนกับบ้าน และก็ไม่ต้องห่วงว่าคอนโดฯ จะต้องใส่ชื่อตัวเอง ปล่อยให้เป็นชื่อสามีไปเถอะ (อันนี้อาจมีผลให้คุณสามีตัดสินใจที่จะซื้อเร็วขึ้น) เลือกทำเลดี ๆ อย่างที่บอก เพราะถ้าซื้อเป็นชื่อต่างชาติเวลาขายต่อจะขายให้ชาวต่างชาติด้วยกันง่ายกว่า เพราะกฎหมายคอนโดฯ เค้าจะมีข้อจำกัดในเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์สำหรับชาวต่างชาติอ่ะ ถ้าหมดลิมิต ชาวต่างชาติก็หมดสิทธิ์ซื้อต้องซื้อเป็นชื่อคนไทยอย่างเดียว อันนี้ต้องคิดเผื่อหากคนจะซื้อต่อไม่มีภรรยาไทยอ่ะ..555 อีกอย่างคอนโดฯ มันจะมีข้อผูกพันเกี่ยวกับค่าส่วนกลาง ฯลฯ ซึ่งจะต่างกับซื้อบ้าน ปล่อยให้เป็นชื่อสามีน่ะดีแล้วปัดให้เป็นความรับผิดชอบของสามีไป ;D เพราะยังไง ๆ คอนโดฯ ก็เป็นสินสมรสแน่นอน (อันนี้ได้แบ่ง ๆ) และไม่ต้องกลัวว่าคุณสามีจะแอบโอนให้ใคร เพราะตามกฎหมายคนที่แต่งงานแล้วหากจะต้องทำธุรกรรมการเงินใด ๆ คู่สมรสต้องเซ็นรับรู้ และยินยอมด้วย (อันนี้คิดว่าใช่นะแต่ก็ไม่ชัวร์)ยังไงซะคุณได้รู้แน่นอนตอนเค้าจะโอน  ;D

ฝากไว้ให้คิดเล่น ๆ อ่ะนะ คนไทยรักคนไทยด้วยกัน ;D ;D
อย่าหยุดที่จะเดินหาโอกาส

NA-SP

ขอบคุณค่ะคุณ Jojo.
ใช่ค่ะ ที่ดินที่นาจะไปซื้อเป็นที่ดินอยู่เขต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นเขตบ้านเกิดนาเองค่ะ
แต่ไม่ติดทะเลนะคะ ด้านหน้าติดถนนใหญ่ ส่วนด้านหลังก็ติดกับภูเขาและคลองน้ำไหลผ่านค่ะ
อนาคตนาก็คิดว่า มันน่าจะทำรีสอร์ท บังกะโล หรือบ้านพักตากอาหาศทำนองนี้ละค่ะ (แค่คิดไว้) :-\
ตกไร่ละ 7 หมื่นถึงไร่ละ 1 แสนค่ะ เป็นที่หลายผืน มีแค่ใบครอบครองกรรมสิทธิ์ บท.บ๕ เองค่ะ
เป็นที่ดินติดกับระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชา(มีตลาดการค้าระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยค่ะ)
และซึ่งก็เป็นที่ดินผืนเก่าแก่ตั้งแต่หลายรุ่นมาแล้ว เลยยังไม่มีโฉนดใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ
นาก็ต้องลงไปดูอีกทีกับที่ดินผืนนี้ว่ามันจะน่าไว้ใจ หรือจะเสี่ยงเกินไปหรือเปล่า เพราะที่ดินบางแห่ง
เขาก็เอาที่ดินเข้าเป็นเขตของ สปก.กันค่ะ เพราะถ้าที่ดินเป็นเขต สปก.ไปแล้ว ในอนาคตเวลาที่จะ
แปลงเป็นโฉนดที่ดิน มันไม่ได้เลยค่ะ อย่างน้อยที่ดินผืนนี้ก็ขอให้เป็นแค่ใบ บท.บ๕ ก็พอค่ะ  :)
แต่ถ้าเป็นที่ดินซื้อขายติดชายทะเล หาดเจ้าหลาว อ่าวคุ้งกระเบน ทะเลแหลมสิงห์ เขตจันทบุรี
นาเช็คมาแล้วค่ะ สู้ไม่ไหวหรอกค่ะคนจนๆอย่างเรา เขาขายกันไร่ละ 4-7 ล้านบาทแน่ะค่ะ  :'(
ยังงัยแล้ว นากลับบ้านคราวนี้ หลังจากกลับมาจะเล่าประสบการณ์การซื้อที่ดินให้ฟังอีกทีนะคะ
ขอบคุณทุกๆคนที่ช่วยแชร์ประสบการณ์มาค่ะ  :D

ตุ้ม

ดีใจด้วยกับคุณนาที่จะไปซื้อที่ดินที่บ้านเกิด แถบนั้นน่าอยู่นะคะรู้จักกับลูกสาวเพื่อนบ้านคนสวิสเค้าอยู่ที่นั่นไปๆมาๆและสอนภาษาฝรั่งเศสให้กับคนไทยดัวยค่ะ ขอถามดัวยความปรารถณาดีและห่วงใยนะคะ คุณนาแน่ใจหรือคะว่าการซื้อที่ที่มี บท.บ5 นั้นปลอดภัยและจะไม่สูญเงินถ้าเราไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ครอบครองทำการเกษรดัวยตัวเอง  และโอกาสที่จะออกเป็น นส 3 จะมีไหมคะและหลังจาก นส 3 แล้วอีกนานเท่าไรจึงจะได้ออกมาเป็นโฉนด  คุณนาทราบไหมคะว่าถึงแม้โฉนดได้ออกมาแล้วคุณก็ยังไม่มีสิทธิ์ซื้อขายในระยะ 10 ปีแรก (ตามความเข้าใจเองว่าเดิมเป็นที่ดินจับจองเพื่อการเกษตร)

อีกข้อหนึ่งที่อยากจะให้คุณนาคิดไว้นิดคือว่าถ้าสามีของคุณนาไม่มีสิทธิ์รับมรดกที่ดินนี้เพราะไม่ใช่สินสมรส (ตามเอกสารที่สามีคุณนาเซ็นรับรอง)  ที่ดินผืนนี้ก็จะตกทอดเป็นสมบัติของลูกๆซึ่งไม่ได้ถือสัญชาติไทย(ถือสัญชาติเดียว)  เขาเหล่านั้นจะมีสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ได้แค่คนละ 10 ไร่เท่านั้นค่ะ  แต่ถ้าคุณนาคิดว่าจะให้เป็นสมบัติของครอบครัวทางเมืองไทยปัญหานี้ก็หมดไป

ตัวเองก็เป็นเกษตรกรสมัครเล่นและเพิ่งกลับมาจากเมืองไทย  ได้แวะไปเที่ยวที่แถวหาดเจ้าหลาว อ่าวคุ้งกระเบนดัวยค่ะ  ตอนนี้เริ่มมีบ้านพักใหญ่ๆสวยๆ(คิดว่าคนนอกถิ่น)ไปปลูกหลายหลัง  และมีรีสอร์ทเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย  ได้พบเห็นคนต่างชาติไปอาศัยอยู่ประมาณ 10 ครัวเรือนค่ะ  ความเจริญเริ่มเข้าไปถิ่นนั้นเพราะบุญบารมีของโครงการของพ่อหลวงของเรา  ถนนหนทางก็ดีขึ้นและกำลังขยายสร้างอีกดัวยค่ะ

ขอให้โชคดีค่ะ


NA-SP

ขอบคุณมากๆค่ะ คุณตุ้ม สำหรับความคิดเห็น และคำแนะนำที่ดีๆ มีประโยชน์ค่ะ
ใช่ค่ะ ที่ดินที่นาจะไปซื้อนั้น นาคิดๆดูแล้ว คงจะใช้เป็นชื่อของพี่สาวไปก่อนค่ะ
และให้ครอบครัวของพี่สาวเข้าไปดูแล สร้างบ้าน ทำสวน ดูแลในที่ดินผืนนั้นแทนค่ะ
และอีกนานถึงจะโอนมาเป็นชื่อของนาค่ะ (คงอีกหลายๆปีค่ะ) เอาเป็นชื่อของพี่สาว
แต่นาก็คงไม่ได้กลับไปอยู่เมืองไทยค่ะ (เพราะแฟนไม่ไปชัวร์)เขาอยู่ไทยได้ไม่นานค่ะ
นาก็คิดไว้แค่ว่า ซื้อเอาไว้ก่อน เอาไว้ให้ครอบครัวทางบ้านได้มีที่ดินทำมาหากินกันค่ะ
นากับแฟนก็ไม่มีลูก เรื่องสมบัติตกทอด คงไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ดูอนาคตอีกทีค่ะ
แต่นาก็ไม่แน่ใจว่า ที่ดินผืนนี้จะได้ขึ้นเป็นโฉนดหรือไม่ (ไม่ชัวร์ค่ะ)แต่ผืนเก่าที่นาได้ซื้อไว้
เขาได้รวบรวม ใบ บท.บ๕ ในหมู่บ้านไปทำโฉนดแล้วค่ะ ก็ไม่รู้ว่าจะได้เห็นหน้าตาโฉนดเมื่อไหร่ ???
เอาไว้นากลับบ้านธันวาคมนี้ จะไปดูเกี่ยวกับที่ดินที่จะซื้ออีกทีให้ละเอียด และจะพิจารณาอีกทีค่ะ
ใช่ค่ะ..เดี๋ยวนี้แถวๆหาดเจ้าหลาว อ่าวคุ้งกระเบน เริ่มเจริญขึ้นมากแล้ว ต่างชาติก็มีไปเที่ยวเยอะค่ะ
ขอบคุณมากๆนะคะ
โชคดี มีฟามสุขค่ะ








Quote from: ตุ้ม on October 08, 2009, 12:19:16 PM
ดีใจด้วยกับคุณนาที่จะไปซื้อที่ดินที่บ้านเกิด แถบนั้นน่าอยู่นะคะรู้จักกับลูกสาวเพื่อนบ้านคนสวิสเค้าอยู่ที่นั่นไปๆมาๆและสอนภาษาฝรั่งเศสให้กับคนไทยดัวยค่ะ ขอถามดัวยความปรารถณาดีและห่วงใยนะคะ คุณนาแน่ใจหรือคะว่าการซื้อที่ที่มี บท.บ5 นั้นปลอดภัยและจะไม่สูญเงินถ้าเราไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ครอบครองทำการเกษรดัวยตัวเอง  และโอกาสที่จะออกเป็น นส 3 จะมีไหมคะและหลังจาก นส 3 แล้วอีกนานเท่าไรจึงจะได้ออกมาเป็นโฉนด  คุณนาทราบไหมคะว่าถึงแม้โฉนดได้ออกมาแล้วคุณก็ยังไม่มีสิทธิ์ซื้อขายในระยะ 10 ปีแรก (ตามความเข้าใจเองว่าเดิมเป็นที่ดินจับจองเพื่อการเกษตร)

อีกข้อหนึ่งที่อยากจะให้คุณนาคิดไว้นิดคือว่าถ้าสามีของคุณนาไม่มีสิทธิ์รับมรดกที่ดินนี้เพราะไม่ใช่สินสมรส (ตามเอกสารที่สามีคุณนาเซ็นรับรอง)  ที่ดินผืนนี้ก็จะตกทอดเป็นสมบัติของลูกๆซึ่งไม่ได้ถือสัญชาติไทย(ถือสัญชาติเดียว)  เขาเหล่านั้นจะมีสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ได้แค่คนละ 10 ไร่เท่านั้นค่ะ  แต่ถ้าคุณนาคิดว่าจะให้เป็นสมบัติของครอบครัวทางเมืองไทยปัญหานี้ก็หมดไป

ตัวเองก็เป็นเกษตรกรสมัครเล่นและเพิ่งกลับมาจากเมืองไทย  ได้แวะไปเที่ยวที่แถวหาดเจ้าหลาว อ่าวคุ้งกระเบนดัวยค่ะ  ตอนนี้เริ่มมีบ้านพักใหญ่ๆสวยๆ(คิดว่าคนนอกถิ่น)ไปปลูกหลายหลัง  และมีรีสอร์ทเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย  ได้พบเห็นคนต่างชาติไปอาศัยอยู่ประมาณ 10 ครัวเรือนค่ะ  ความเจริญเริ่มเข้าไปถิ่นนั้นเพราะบุญบารมีของโครงการของพ่อหลวงของเรา  ถนนหนทางก็ดีขึ้นและกำลังขยายสร้างอีกดัวยค่ะ

ขอให้โชคดีค่ะ